อียิปต์โบราณ

อียิปต์โบราณ หรือ
ไอยคุปต์ - เป็นหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
อารยธรรมอียิปต์โบราณเริ่มขึ้นประมาณ 3150 ปีก่อนคริตศักราช โดยการรวมอำนาจทางการเมืองของอียิปต์ตอนเหนือและตอนใต้
ภายใต้ฟาโรห์องค์แรกแห่งอียิปต์ และมีการพัฒนาอารยธรรมเรื่อยมากว่า 3,000 ปี ประวัติของอียิปต์โบราณปรากฏขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
หรือที่รู้จักกันว่า "ราชอาณาจักร"
มีการแบ่งยุคสมัยของอียิปต์โบราณเป็นราชอาณาจักร
ส่วนมากแบ่งตามราชวงศ์ที่ขึ้นมาปกครอง จนกระทั่งราชอาณาจักรสุดท้าย
หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า "ราชอาณาจักรใหม่"
อารยธรรมอียิปต์อยู่ในช่วงที่มีการพัฒนาที่น้อยมาก และส่วนมากลดลง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่อียิปต์พ่ายแพ้ต่อการทำสงครามจากอำนาจของชาติอื่น
จนกระทั่งเมื่อ 31
ปีก่อนคริตศักราชก็เป็นการสิ้นสุดอารยธรรมอียิปต์โบราณลง
เมื่อจักรวรรดิโรมันสามารถเอาชนะอียิปต์
และจัดอียิปต์เป็นเพียงจังหวัดหนึ่งในจักรวรรดิโรมัน
อารยธรรมอียิปต์พัฒนาการมาจากสภาพของลุ่มแม่น้ำไนล์
การควบคุมระบบชลประทาน, การควบคุมการผลิตพืชผลทางการเกษตร
พร้อมกับพัฒนาอารยธรรมทางสังคม และวัฒนธรรม
พื้นที่ของอียิปต์นั้นล้อมรอบด้วยทะเลทรายเสมือนปราการป้องกันการรุกรานจากศัตรูภายนอก
นอกจากนี้ยังมีการทำเหมืองแร่ และอียิปต์ยังเป็นชนชาติแรกๆที่มีการพัฒนาการด้วยการเขียน
ประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้ ,การบริหารอียิปต์เน้นไปทางสิ่งปลูกสร้าง
และการเกษตรกรรม
พร้อมกันนั้นก็มีการพัฒนาการทางทหารของอียิปต์ที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่ราชอาณาจักร
โดยประชาชนจะให้ความเคารพกษัตริย์หรือฟาโรห์เสมือนหนึ่งเทพเจ้า ทำให้การบริหารราชการบ้านเมืองและการควบคุมอำนาจนั้นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชาวอียิปต์โบราณไม่ได้เป็นเพียงแต่นักเกษตรกรรม
และนักสร้างสรรค์อารยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นนักคิด, นักปรัชญา
ได้มาซึ่งความรู้ในศาสตร์ต่างๆมากมายตลอดการพัฒนาอารยธรรมกว่า 3,000 ปี ทั้งในด้านคณิตศาสตร์, เทคนิคการสร้างพีระมิด, วัด,
โอเบลิสก์, ตัวอักษร และเทคนิคโลยีด้านกระจก
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาประสิทธิภาพทางด้านการแพทย์, ระบบชลประทานและการเกษตรกรรม
อียิปต์ทิ้งมรดกสุดท้ายแก่อนุชนรุ่นหลังไว้คือศิลปะ และสถาปัตยกรรม
ซึ่งถูกคัดลอกนำไปใช้ทั่วโลก อนุสรณ์สถานที่ต่างๆในอียิปต์ต่างดึงดูดนักท่องเที่ยว
นักประพันธ์กว่าหลายศตวรรษที่ผ่านมา
ปัจจุบันมีการค้นพบวัตถุใหม่ๆในอียิปต์มากมายซึ่งกำลังตรวจสอบถึงประวัติความเป็นมา
เพื่อเป็นหลักฐานให้แก่อารยธรรมอียิปต์ และเป็นหลักฐานแก่อารยธรรมของโลกต่อไป
ที่ตั้ง
อียิปต์ตั้งอยู่บนสุดทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกาและในคาบสมุทรไซนาย
ทิศเหนือ : ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและประเทศอิสราเอล
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ : ติดกับติดทะเลแดงและประเทศอิสราเอล
ทิศตะวันออก : ติดกับทะเลแดง
ทิศใต้ : ติดกับประเทศซูดาน
ทิศตะวันตก : ติดกับประเทศลิเบีย
ทิศเหนือ : ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและประเทศอิสราเอล
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ : ติดกับติดทะเลแดงและประเทศอิสราเอล
ทิศตะวันออก : ติดกับทะเลแดง
ทิศใต้ : ติดกับประเทศซูดาน
ทิศตะวันตก : ติดกับประเทศลิเบีย
ภูมิประเทศ
เนื่องจากตั้งอยู่ระหว่างหุบเขา นอกหุบเขาเป็นทะเลทราย ซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติอย่างดีป้องกันจากศัตรู ตรงกลางหุบเขามีแม่น้ำไนล์ไหลผ่าน
ซึ่งในเดือนมิถุนายน
– กรกฏาคมของทุกๆปี น้ำในแม่น้ำไนล์
จะท่วมสองฝั่ง และเริ่มลดในเดือนตุลาคม เมื่อน้ำลดจะทิ้งโคลนตมไว้สองฝั่งเป็นปุ๋ยอย่างดีเหมาะแก่การเกษตรกรรม ดังที่ เฮโรโดตัส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีก กล่าวว่า “ อียิปต์
คือ ของขวัญจากแม่น้ำไนล์ ” แต่ชาวอียิปต์นั้นเชื่อว่า
อิทธิพลการขึ้นลงของแม่น้ำเกิดจากฟาโรห์ เพราะพระองค์เท่านั้นที่รู้จักและเข้าใจ
ความสอดคล้องของจักรวาล
ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์
กำเนิดแห่งอาณาจักร - ในราว 3200 ปีก่อนคริสตกาล
ราชาแมงป่อง (Scorpion king) ผู้ครองนครธีส (This) อันตั้งอยู่บริเวณตอนกลางแห่งลุ่มน้ำไนล์ได้กรีฑาทัพ เข้ายึดครองนครรัฐต่างๆในอียิปต์บนและตั้งตนเป็นฟาโรห์แห่งอาณาจักรบน ราชาแมงป่องปรารถนาจะรวมอียิปต์เข้าด้วยกันแต่พระองค์สิ้นพระชนม์เสียก่อน โอรสของพระองค์(ข้อนี้นักประวัติศาสตร์ยังไม่แน่ใจนักแต่จากหลักฐานที่มี แสดงว่าทั้งสองพระองค์น่าจะเกี่ยวดองกัน) นามว่า
นาเมอร์ (Namer)ได้สานต่อนโยบายและกรีฑาทัพเข้าโจมตีอียิปต์ล่าง
จนกระทั่งมาถึงสมัยของฟาโรห์เมเนส(Menese) พระองค์สามารถผนวกทั้งสองอาณาจักรเข้าด้วยกันได้สำเร็จและสถาปนาพระองค์ขึ้น เป็นฟาโรห์พระองค์แรกของอียิปต์โดยตั้งเมืองหลวงที่ เมมฟิส (Memphis) ซึ่งอยู่ตอนกลางของลุ่มน้ำไนล์ ฟาโรห์เมเนสเป็นฟาโรห์องค์แรกแห่งราชวงศ์ที่หนึ่งของอียิปต์โบราณ
การปกครอง
มีกษัตริย์ปกครอง เรียกว่า ฟาโรห์ ( Pharaoh ) หมายถึง
บ้านใหญ่ ( The big house
) ชาวอียิปต์นับถือฟาโรห์ เสมือนพระเจ้าองค์หนึ่ง
เพราะเชื่อว่า ฟาโรห์ คือ เทพเจ้ามาจุติ เพื่อปกป้องและคุ้มครองของตน
พลเมืองของอียิปต์ แบ่งเป็น 4 ชนชั้น
1. ชั้นสูง -
ประกอบด้วย 2
พวก คือ
- Priests ได้แก่
นักบวช , พระ
เป็นบุคคลรวยที่สุด รองจากฟาโรห์ มีความรู้สูง ฝึกให้เป็นแพทย์ รู้จักการผ่าตัด
รักษาพยาบาล และ รักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อย
- Nobles ได้แก่
พวกขุนนาง , ทหาร
มีหน้าที่ป้องกันบ้านเมือง และรับใช้ฟาโรห์โดยตรง
2. ชั้นกลาง -
ประกอบด้วย 2
พวก คือ
- Scriber ได้แก่
อาลักษณ์ ผู้จดบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ
- Craftsmen
, Merchants ได้แก่
ช่าง และ พ่อค้า
3. ชั้นต่ำ
ได้แก่ พวก Peasant เป็นชาวนา
พวกนี้ต้องทำงานหนัก มีความเป็นอยู่ยากแค้น
4. Slaves ได้แก่
พวกทาส พวกนี้ไม่มีสิทธิ์อย่างหนึ่งอย่างใด แม้จะทำงานหนัก ก็ไม่อาจเป็นเสรีชนได้
ประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณแบ่งเป็น
3 ช่วง คือ
1.
สมัยก่อนราชวงศ์ (The Predynastic Period)
2.
สมัยราชวงศ์ (The Dynastic Period)
3.
สมัยภายใต้การปกครองของผู้รุกราน (The Period of Invasion)
1. สมัยก่อนราชวงศ์ เป็นช่วงระยะเวลาประมาณ 4,500-3,110 B.C.
ในสมัยนี้ชาติอียิปต์โบราณยังไม่มี
แต่ชาวอียิปต์โบราณได้เข้าตั้งมั่นบริเวณลุ่มน้ำไนล์แล้ว มีการรวมตัวเป็นกลุ่ม
มีหัวหน้าเป็นผู้นำด้านการปกครองและสังคม
ขณะเดียวกันมักแย่งชิงดินแดนซึ่งกันและกัน
ในที่สุดดินแดนทั้งสองฝั่งของลุ่มแม่น้ำไนล์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
1.
อียิปต์บน หรืออียิปต์ตอนใต้ (The Uppe Egypt or The Southern Egypt or
The Narrow Valley) หมายถึงดินแดนอียิปต์ตอนใน
บริเวณดังกล่าวเป็นป่าทึบและเกาะแก่งน้ำตก พื้นที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก
ผู้้คนอยู่บางเบา
2.
อียิปต์ล่าง หรืออียิปต์ทางตอนเหนือ (The Lower Egypt of the Northen
Egypt or The Nite Deits) หมายถึงดินแดนอียิปต์ตอนนอก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณดินแดนตอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์นั้นพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูกผู้คนอยู่หนาแน่นความเจริญเท่าที่ปรากฎในช่วงนี้คือ
ความเจริญทุกอย่างของมนุษย์ที่สามารถทำได้ในยุคหิน รวมถึงรู้จักการเพาะปลูก
การเลี้ยงสัตว์และการชลประทาน
2. สมัยราชวงศ์ เป็นช่วงระยะเวลาประมาณ 3100-940 B.C. ในสมัยนี้ชาติอียิปต์โบราณได้ก่อตั้งขึ้นและผู้นำชาวอียิปต์โบราณเป็นผู้ดำเนินการปกครองดินแดนอียิปต์เองเป็นส่วนใหญ่
สมัยราชวงศ์แบ่งออกเป็นสมัยย่อยได้ ดังนี้
1. สมัยต้นราชวงศ์ (The
Protodynastic Period)
2. สมัยอาณาจักรเก่า (The
Old Kingdom)
3. สมัยอาณาจักรกลาง (The
Middle Kingdom)
4. สมัยอาณาจักรใหม่
หรือสมัยจักรวรรดิ (The New Kingdom or the Empire Age)
1. สมัยต้นราชวงศ์
(3110-2,665 B.C.) อยู่ในช่วงราชวงศ์ที่ 1-2
เริ่มจากการแบ่งแยกดินแดน
อียิปต์โบราณสิ้นสุดลงโดยความสามารถของผู้นำอียิปต์บนคือเมเนส (Menes) รวมดินแดนทั้งสองเข้าด้วยกันสำเร็จในปี
3110 B.C. และยกตนเองขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ที่ 1
กำหนดให้เมมฟิสในอียิปต์ล่างเป็นเมืองหลวง แม้จะรวมดินแดนเข้าเป็นผืนเดียวกันก่อตั้งเป็นชาติขึ้น
แต่ชาวอียิปต์โบราณก็ยังนิยมเรียกชาติตนครั้งนั้นว่า Land of Two Lands หลักฐานประวัติศาสตร์ในสมัยนี้มีน้อยมาก
2. สมัยอาณาจักรเก่า (2225-2180
B.C.) อยู่ในช่วงราชวงศ์ที่ 3-6
สมัยนี้บางครั้งถูกเรียกว่า สมัยปิรามิด (The Pyramid Age) เพราะเกิดการสร้างปิรามิดขึ้นเป็นครั้งแรก
และมีปิรามิดเกิดขึ้นมากกว่า 20 แห่ง
ปิรามิดแห่งแรกสร้างขึ้นในสมัยกษัตริย์โจเซอร์ ในราชวงศ์ที่ 3 ที่เมืองสควารา
และเพราะมีวิทยาการใหม่ ศิลปกรรม และสถาปัตยธรรมเจริญมากในราชวงศ์ที่ 4
ประจวบกับกษัตริย์มีอำนาจในการปกครองเป็นผลให้เกิดปิรามิดใหญ่ที่สุดขึ้น
ปิรามิดอันนี้เป็นของกษัตริย์คูฟุ (Khufu) อยู่ที่เมือง กีซา (Giza) สมัยอาณาจักรเก่าสิ้นสุดลง
ในราชวงศ์ที่ 6 เพราะกษัตริย์ไร้ความสามารถในการปกครองและการรบ
ความทะเยอทะยานแย่งชิงอำนาจของขุนนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกขุนนางที่เรียกว่าโนมาร์ซ
(Nomarch) เป็นผลให้เป็นเวลาร่วมสองศตวรรษที่อียิปต์โบราณต้องวุ่นวายเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นบ่อยครั้งและต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของพวกขุนนางช่วงดังกล่าวนี้เรียกว่า
ช่วงขุนนางปกครองครั้งที่หนึ่ง
3. สมัยอาณาจักรกลาง
(2052-1786 B.C.) อยู่ในช่วงราชวงศ์ที่ 11 ตอนปลายกับราชวงศ์ที่
12 เริ่มด้วยกษัตริย์เมนตูโฮเต็ปที่ 2 (Mentuhotep 2)
กษัตริย์องค์สุดท้ายในราชวงศ์ที่ 11
แห่งธีปส์ปราบปรามขุนนางได้และรวบรวมดินแดนอียิปต์โบราณเข้าด้วยกัน
ทรงฟื้นฟูการค้าและสภาพแวดล้อม
เวลาส่วนใหญ่ของสมัยอาณาจักรกลางอยู่ในช่วงราชวงศ์ที่ 12 กษัตริย์ที่สามารถคือ
อเมเนมฮัสที่ 1 (Amenemhat) ทรงเก่งในการรบและทรงฟื้นฟูการค้ากับฟินิเซียน
4. สมัยอาณาจักรใหม่หรือสมัยจักรวรรดิ
(1554-1090 B.C.) อยู่ในช่วงราชวงศ์ที่ 18-20 มีธีปส์เป็นเมืองหลวง
จักรวรรดิ์อียิปต์โบราณเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเพราะกษัตริย์เก่งในการรบ การปกครอง
อียิปต์โบราณต้องทำสงครามยาวนานกับฮิตไตท์ พระให้การสนับสนุนกษัตริย์
อำนาจของขุนนางหมดไป
ในสมัยนี้อียิปต์โบราณมีนโยบายรุกรานชุมชนใกล้เคียงมุ่งขยายอำนาจและการป้องกันการรุกรานของศัตรูภายนอก
ดินแดนอียิปต์ขยายกว้างใหญ่อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ในสมัยนี้มีมากและแน่นอนกว่าสมัยใดๆ ที่ผ่านมา
กษัตริย์ที่ควรกล่าวคือ
1. อาเมส (Ahmose 1
or Amosis) เป็นผู้ขับไล่ฮิคโซสออกจากอียิปต์ได้สำเร็จพร้อมทั้งสามารถกำจัดอำนาจขุนนางและเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ที่
18 ก่อตั้งสมัยอาณาจักรใหม่ขึ้น

Ahmose 1
or Amosis
2. อเมนโฮเตปที่ 1 และทัสโมสที่ 1 (Amenhopet
1 ,Thutmose 1)
ทั้งสองพระองค์นี้เก่งในการรบ ขยายจักรวรรดิออกไป

Amenhopet 1
3. พระนางฮัทเซฟซุท (Hatshepsut)
มเหสีของทัสโมสที่ 2 ทรงเป็นกษัตริย์หญิงองค์แรกของอียิปต์และเป็นนักปกครองหญิงที่สามารถคนแรกของโลก
(The First Capable Woman Rule in the Cirillzed World) ภายหลังพระสวามีสิ้นพระชนม์ลง
ทรงปกครองอียิปต์นานถึง 40 ปี ทรงฟื้นฟูการค้า ศิลปกรรมและสถาปัตยธรรม
Hatshepsut
4. ทัสโมที่ 3 (Thutmose 3)
ขึ้นปกครองจริงในปี 1469 B.C.ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระนางฮัทเซฟซุท
ทรงเก่งในการรบ ทำสงครามประมาณ 17 ครั้งเพื่อปราบศัตรูในดินแดนทางตะวันออก
ทรงได้รับการยกย่องจากนักประวัติศาสตร์รุ่นหลังว่าเป็นนโปเลียนแห่งอียิปต์
ขณะเดียวกันได้ให้การศึกษาเลี้ยงดูเด็กเป็นอย่างดี โดยหวังว่าเมื่อเด็กเหล่านั้นได้กลับดินแดนตนและขึ้นเป็นใหญ่จะจงรักภักดีต่ออียิปต์
ทรงสั่งให้ลงชื่อของนางฮัทเซฟซุทออกจากการจารึกเพราะทรงไม่พอใจที่พระนางขึ้นปกครองอียิปต์แทนในช่วงต้นสมัยของพระองค์

Thutmose 3
5. อเมนโฮเต็ปที่ 4 (Amenhotep
4)
เป็นกษัตริย์นักปฏิรูปศาสนาของอียิปต์โบราณ เพราะทรงกำหนดให้ชาวอียิปต์โบราณเคารพบูชาเฉพาะสุริยเทพหรืออะตัน
(Aton) อันถือได้ว่าการริเริ่มความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว
(Monotheism)

Amenhotep
4
6. ตูแตงคามอน (Tutankhamon)
ปกครองอียิปต์ต่อจากอเมนโฮเต็ปที่ 4
ทรงประกาศยกเลิกศาสนาของอเมนโฮเต็ปที่4 และกำหนดให้ชาวอียิปต์โบราณหันมาศรัทธาในเทพเจ้าอะมอนเร
และเทพเจ้าอื่นๆ ดังเดิม ตลอดจนย้ายเมืองหลวงกลับธีปส์

Tutankhamon
7. รามซีสที่ 2 (Ramses 2)
ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่องค์สุดท้าย
ทรงเก่งในการรบทรงนำดินแดนที่สูญเสียไปในสมัยอเมนโฮเต็ปที่ 4
กลับคืนมาเป็นของอียิปต์ดังเดิมและทรงยุติสงครามกับฮิตไตท์ในการรบที่คาเดช (Kadesh)
โดยอียิปต์ได้ปาเลสไตน์ ฮิตไตท์ได้ซีเรีย
ทรงปลดปล่อยฮิบรูให้พ้นจากการเป็นทาส ทรงเป็นนักรักเพราะทรงมีโอรส 100 คน มีธิดา
50 คน สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุ 90 ปี ครองราชย์ 67 ปี
ภายหลังการสิ้นพระชนม์ปรากฎว่าจักรวรรดิ์โบราณก็เริ่มเสื่อมลงเป็นลำดับเพราะกษัตริย์ไร้ความสามารถในการปกครองและการรบ
ขุนนางก่อความวุ่นวายแย่งชิงอำนาจกันพระขึ้นปกครองอียิปต์ครั้งราชวงศ์ที่ 21
ขึ้นที่เมืองทานิส (Tanis) และอียิปต์ถูกรุกรานจากศัตรูภายนอก

Ramses 2
3. สมัยภายใต้การปกครองของผู้รุกราน
940 B.C. เรื่อยมา สมัยนี้ชนภายนอกปกครองอียิปต์โบราณเป็นระยะเวลายาวนานกล่าวคือ
1. ลิบยาน (Libyans) ปกครองระหว่าง
940-710 B.C. ตั้งราชวงศ์ที่ 22-24
2. เอธิโอเปียน (Ethiopians) ปกครองระหว่าง
736-657 B.C. ตั้งราชวงศ์ที่ 25
3. อัสซีเรียน (Assyrians) ปกครองระหว่าง
664-525 B.C.
4. เปอร์เซียน (Perians) ปกครองระหว่าง
525-404 B.C.
5. เปอร์เซียนปกครองอียิปต์ครั้งที่สองระหว่าง
341-332 B.C.
6. กรีก (Greeks) ปกครองระหว่าง
332-30 B.C.
เทพเจ้าที่สำคัญ
เทพเจ้าอะมอน-เร (Amon-Re)
เป็นเทพเจ้าที่สูงสุดในมวลเทพเจ้าทั้งหลาย
ของอียิปต์โบราณ เป็นเทพเจ้าแห่งแสงสว่างและชีวิต
ชื่อเทพเจ้าองค์นี้เกิดจากการนำเทพเจ้าอะมอนซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งอากาศและความอุดมสมบูรณ์ของเมืองธีปส์
มารวมกับเทพเจ้าเรซึ่งเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ของเมืองเฮลิโอโปลิส
ได้เป็นเทพเจ้าอะมอน-เร ผู้ทรงพลังและอิทธิฤทธิ์

Amon-Re
เทพเจ้าโอซิริส (Osiris) -
เป็นเทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำไนล์
เทพเจ้าแห่งความตาย และเทพเจ้าแห่งการตัดสินภายการตายเพื่อการเข้าสู่ภายหน้า

Osiris
เทพเจ้าไอริส (Isis)
เทพีผู้เป็นมเหสีของเทพเจ้าโอซิริส
เป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์

Isis
เทพเจ้าโฮรัส (Horus)
เป็นเทพเจ้าแห่งสวรรค์ของชาวอียิปต์โบราณแถบดินแดนสามเหลี่ยม
ชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อว่าเทพเจ้าแต่ละองค์ควรมีสัตว์ไว้คอยรับใช้ดังนั้นจึงมีการสมมติสัตว์รับใช้ดังกล่าวให้เทพเจ้า
เช่น แกะตัวผู้เป็นสัตว์รับใช้ของเทพเจ้าอะมอน-เร เป็นต้น
สำหรับเรื่องการบวงสรวงนั้นพระเป็นผู้ประกอบพิธี และได้รับค่าจ้างตอบแทน
Horus
ศิลปะอียิปต์โบราณ
ศิลปะอียิปต์ (2650
ปีก่อน พ.ศ. - พ.ศ. 510) ชาวอียิปต์มีศาสนาและพิธีกรรมอันซับซ้อน
แทรกซึมอยู่เป็นวัฒนธรรมอยู่ในสังคมเป็นเวลานาน
มีการนับถือเทพเจ้าที่มีลักษณะอันหลากหลาย ดังนั้น งานจิตรกรรม ประติมากรรม และ
สถาปัตยกรรมส่วนมากจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา พิธีกรรม โดยเฉพาะพิธีฝังศพ
ซึ่งมีความเชื่อว่าเมื่อตายแล้วจะยังมีชีวิตอยู่ในโลกใหม่ได้อีก
จึงมีการรักษาศพไว้อย่างดี
และนำสิ่งของเครื่องใช้ที่มีค่าของผู้ตายบรรจุตามลงไปด้วย
จิตรกรรม
งานจิตรกรรมของอียิปต์
เป็นภาพที่เขียนไว้บนฝาผนังสุสานและวิหารต่าง ๆ สีที่ใช้
เขียนภาพทำจากวัสดุทางธรรมชาติ ได้แก่เขม่าไฟ สารประกอบทองแดง
หรือสีจากดินแล้วนำมาผสมกับน้ำและยางไม้
ลักษณะของงานจิตรกรรมเป็นงานที่เน้นให้เห็นรูปร่างแบน ๆ มีเส้นรอบ นอกที่คมชัด จัดท่าทางของคนแสดงอิริยาบถต่าง
ๆ ในรูปสัญลักษณ์มากกว่าแสดงความเหมือนจริงตามธรรมชาติ
มักเขียนอักษรภาพลงในช่องว่างระหว่างรูปด้วย
และเน้นสัดส่วนของสิ่งสำคัญในภาพให้ใหญ่โตกว่าส่วนประกอบอื่น ๆ
เช่นภาพของกษัตริย์หรือฟาโรห์ จะมีขนาดใหญ่กว่า มเหสี และคนทั้งหลาย นิยมระบายสีสดใส
บนพื้นหลังสีขาว

ตัวอย่างภาพจิตรกรรมฝาผนัง (ภาพประกอบพิธีกรรม)
ประติมากรรม
งานประติมากรรมของอียิปต์
จะมีลักษณะเด่นกว่างานจิตรกรรม
มีตั้งแต่รูปแกะสลักขนาดมหึมาไปจนถึงผลงานอันประณีตบอบบางของพวกช่างทอง
ชาวอิยิปต์นิยมสร้างรูปสลักประติมากรรมจากหินชนิดต่าง ๆ เช่น หินแกรนิต
หินดิโอไรด์ และหินบะซอลท์ หรือบางทีก็ เป็นหินอะลาบาสเตอร์
ซึ่งเป็นหินเนื้ออ่อนสีขาว ถ้าเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ก็มักเป็นหินทราย
นอกจากนี้ยังมีการทำจากหินปูน และไม้ซึ่งมักจะพอกด้วยปูนและระบายสีด้วย
งานประติมากรรมขนาดเล็กมักจะทำจากวัสดุมีค่า เช่น ทองคำ เงิน อิเลคตรัม
หินลาปิสลาซูลี เซรามิค ฯลฯ
ประติมากรรมของอียิปต์มีทั้งแบบนูนต่ำ
แบบลอยตัว แบบนูนต่ำมักจะแกะสลักลวดลายภาพบนผนัง บนเสาวิหาร และประกอบรูปลอยตัว
ประติมากรรมแบบลอยตัวมักทำเป็น รูปเทพเจ้าหรือรูปฟาโรห์ ที่มีลักษณะคล้ายกับเทพเจ้า
นอกจากนี้ยังทำเป็นรูปข้าทาสบริวาร สัตว์เลี้ยง และ สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ
เพื่อใช้ประกอบในพิธีศพอีกด้วย ในที่นี้ทางเราจึงให้ข้อมูลครบถ้วน

สฟิงซ์ ประติมากรรมขนาดใหญ่
พระเศียรของพระนางเนเฟอติตติ (Nefertiti)
สถาปัตยกรรม
สถาปัตยกรรมอียิปต์ ใช้ระบบโครงสร้างเสาและคาน
แสดงรูปทรงที่เรียบง่ายและ แข็งทื่อ
ขนาดช่องว่างภายในมีเล็กน้อยและต่อเนื่องกันโดยตลอด
สถาปัตยกรรมสำคัญของชาวอียิปต์ได้แก่ สุสานที่ฝังศพ
ซึ่งมีตั้งแต่ของประชาชนธรรมดาไปจนถึงกษัตริย์ ซึ่งจะมีความวิจิตร พิสดาร
ใหญ่โตไปตามฐานะ และอำนาจ
ลักษณะของการสร้างสุสานที่เป็นสถาปัตยกรรมสำคัญแห่งยุคก็คือ ปิรามิด
ปิรามิดในยุคแรกเป็นแบบขั้นบันได หรือเรียกว่า มัสตาบา ต่อมามีการพัฒนา
รูปแบบวิธีการก่อสร้างจนเป็นรูปปิรามิดที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีการสร้างวิหารเทพเจ้า
เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมของนักบวช และวิหารพิธีศพ เพื่อใช้ประกอบพิธีศพ
ในสมัยอาณาจักรใหม่ (1020 ปีก่อน พ.ศ - พ.ศ. 510) วิหารเหล่านี้มีขนาดใหญ่โต
และสวยงาม ทำจากอิฐและหิน
ซึ่งนำรูปแบบวิหารมาจากสมัยอาณาจักรกลางที่เจาะเข้าไปในหน้าผา บริเวณหุบผากษัตริย์และ
หุบผาราชินี ซึ่งเป็นบริเวณที่มีสุสานกษัตริย์และราชินีฝังอยู่เป็นจำนวนมาก
รูปทรงพีระมิด

พีระมิด (Pyramid)เป็นรูปทรงทางเรขาคณิตที่เกิดจากการเชื่อมจุด
ระหว่างมุมของรูปหลายเหลี่ยม (Polygon) กับจุดหนึ่งจุดที่เรียกว่าจุดยอด
(Apex) โดยมีหน้าเป็นรูปสามเหลี่ยม
สิ่งก่อสร้างรูปพีระมิด
อารยธรรมในยุคโบราณหลายแห่งในโลกมีสิ่งก่อสร้างรูปพีระมิด
โดยพีระมิดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ พีระมิดในอียิปต์
ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็น สุสานของฟาโรห์ โดยพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดคือ
มหาพีระมิดแห่งกิซ่า ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ
และเป็นสิ่งเดียวที่ยังอยู่มาจนถึงยุคปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังมีพีระมิดของชาวนูเบียซึ่งขนาดเล็กกว่าและอยู่ทางใต้ของอียิปต์
และชาวเมโสโปเตเมียมีพีระมิดในรูปแบบของตนเองที่เรียกว่า ซิกกูแรต (
Ziggurat) ในยุคปัจจุบันมีสิ่งก่อสร้างรูปพีระมิดเช่นกัน เช่น
พีระมิดกระจกที่อยู่ด้านหน้าของ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในปารีส
พีระมิดในอียิปต์
พีระมิดในประเทศอียิปต์เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างขึ้นมา แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางอารยธรรมของอียิปต์โบราณ
พีระมิดอียิปต์ พีระมิดใน ประเทศอียิปต์ มีมากมายหลายแห่งด้วยกันแต่ที่มีชื่อเสียงที่สุด ได้แก่หมู่พีระมิดแห่ง กิซ่า ( Giza) ซึ่งประกอบไปด้วย พีระมิดคีออปส์ (Cheops) คีเฟรน (Chephren) และแมนคีเร (Menkaure)
พีระมิดทั้งสามสร้างเรียงต่อกันเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร
ทางทิศตะวันตกของกรุงไคโร เมืองหลวงของประเทศอียิปต์ปัจจุบัน
ด้วยโครงสร้างรูปทรงเรขาคณิตเฉพาะตัว ทำให้สามารถสังเกตเห็นได้ในระยะไกล
รวมทั้งจาก อวกาศ
![]() |
| พีระมิดแห่ง กิซ่า ( Giza) |
พีระมิดคีออปส์
ซึ่งใหญ่โตและเก่าแก่ที่สุดในหมู่พีระมิดทั้งสามแห่งกิซ่า
เชื่อว่าสร้างขึ้นในสมัย ฟาโรห์คูฟู แห่งราชวงศ์ที่ 4 ของอียิปต์โบราณ
ซึ่งปกครองอาณาจักรอียิปต์เมื่อประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาลหรือกว่า 4,600
ปีมาแล้ว เพื่อเป็นที่ไว้พระศพตามธรรมเนียมของชาวอียิปต์ในยุคนั้น
พีระมิดคีออปส์นี้ได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งใน เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
และเป็นหนึ่งเดียวในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
![]() |
| พีระมิดคีออปส์ |
ยอดพีระมิดคีออปส์เมื่อสร้างเสร็จสูง 147 เมตร (481 ฟุต
หรือประมาณเท่ากับอาคารสูง 40 ชั้น เมื่อคิดความสูงที่ชั้นละ 3.6 เมตร)
โดยที่ปัจจุบันส่วนยอดสึกกร่อนหายไปประมาณ 10 เมตร ยังคงเหลือความสูงประมาณ
137เมตร
นับจากก่อสร้างแล้วเสร็จพีระมิดคีออปส์นับเป็นสิ่งก่อสร้างสูงที่สุดในโลก
เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานถึง 43 ศตวรรษ จนกระทั่งมีการก่อสร้างวิหาร Lincoln
Cathedral ที่ประเทศอังกฤษซึ่งมียอดวิหารสูง 160 เมตรในปี ค.ศ.1300
ต่อมายอดวิหารนี้ถูกพายุทำลายในปี ค.ศ. 1549
แต่ในขณะนั้นส่วนยอดของพีรามิดคีออปส์ก็สึกกร่อนลงจนมีความสูงไม่ถึง 140
เมตร ทำให้ วิหาร St. Olav's Church ในแอสโทเนีย (Estonia)
ซึ่งเพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1519
กลายเป็นสิ่งก่อสร้างสูงที่สุดในโลกด้วยความสูงของยอดวิหาร 159 เมตร
รูปทรงของพีระมิดมีลักษณะเฉพาะตัว ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส
ประกอบด้วยด้านสามเหลี่ยม
4ด้านยอดสามเหลี่ยมแต่ละด้านเอียงเข้าบรรจบกันเป็นยอดแหลม ฐานทั้ง 4
ด้านของพีระมิดคีออปส์กว้างด้านละประมาณ 230 เมตร ( 756 ฟุต กว้างกว่า
สนามฟุตบอลต่อกัน 2 สนาม) คิดเป็นพื้นที่ฐานประมาณ 53 , 000
ตารางเมตรหรือประมาณ 33 ไร่
มีข้อสังเกตว่าแต่ละด้านของฐานพีระมิดมีความกว้างคลาดเคลื่อนจากกันเพียงไม่
เกิน 8 นิ้ว หรือคิดเป็น 0.09%
ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดงานก่อสร้างและระดับเทคโนโลยีในขณะนั้น
ฐานล่างสุดของพีระมิดก่อขึ้นบนชั้นหินแข็งซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ชั้นทรายเพื่อ
ป้องกันปัญหาการทรุดตัวของชั้นทรายซึ่งจะมีผลกับความคงทนแข็งแรงของโครง
สร้างพีระมิด ผิวหน้าพีระมิดแต่ละด้านทำมุมเอียงประมาณ 52องศา
ซึ่งมีส่วนทำให้พีระมิดคงทนต่อการสึกกร่อนอันเนื่องมาจาก พายุทราย
สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือด้านทั้ง 4ของพีระมิดหันออกในแนวทิศ เหนือ
ใต้ ตะวันออก ตะวันตก
ถูกต้องแม่นยำตามทิศจริงไม่ใช่ตามทิศเหนือแม่เหล็กจึงไม่ใช่การกำหนดทิศด้วย
เข็มทิศ และแสดงถึงความสามารถในการประยุกต์ความรู้
ทางดาราศาสตร์ของชาวอียิปต์โบราณ มาใช้กำหนดทิศทางได้เป็นอย่างดี
ตามที่มีข้อมูลปรากฏในแหล่งต่างๆ
อ้างถึงจำนวนหินที่นำมาก่อสร้างพีระมิดคีออปส์ต่างๆ กันไปตั้งแต่ 2 ล้านถึง
2.6 ล้านก้อน ประมาณน้ำหนักเฉลี่ยก้อนละ 2.5 เมตริกตัน
โดยจัดเรียงซ้อนกันขึ้นไปประมาณ 200 ชั้น คิดเป็นน้ำหนักรวมกว่า 6
ล้านเมตริกตัน เปรียบเทียบกับอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กอย่าง ตึกเอ็มไพร์สเตท (
Empire State Building) อดีตตึกระฟ้าสูงที่สุดในโลกซึ่งมีน้ำหนักรวม 365,
000 เมตริกตัน จะพบว่า พีระมิดคีออปส์ มีน้ำหนักมากกว่า ตึกเอ็มไพร์สเตท
ถึงประมาณ 16 เท่าครึ่ง และเมื่อเปรียบเทียบกับ อาคารไทเป 101 ( Taipei
101) อาคารสูงที่สุดในโลก ณ ปี ค.ศ. 2006 ซึ่งมีน้ำหนักรวม 700, 000
เมตริกตัน พีระมิดคีออปส์ ยังคงมีน้ำหนักมากกว่า อาคารไทเป 101 ถึง 8
เท่าครึ่ง
การก่อสร้างพีระมิด วิธีการยกแท่งหินขนาดใหญ่หนักหลายสิบตัน
เพื่อประกอบขึ้นเป็นพีระมิดอย่างแม่นยำยังเป็นปริศนา
โครงสร้างเหนือห้องเก็บโลงพระศพ ในพีระมิดคีออปส์ ประกอบขึ้นด้วย
แท่งหินแกรนิตสีแดงขนาดใหญ่หลายสิบแท่งซ้อนทับกัน 5 ชั้น
แต่ละแท่งมีน้ำหนัก 50 ถึง 70 เมตริกตัน
แท่งหินขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่พบในหมู่พีระมิดกิซ่าอยู่ภายในวิหารข้างพีระ
มิดเมนคีเรเป็นแท่งหินปูนที่มีน้ำหนักมากถึง 200เมตริกตัน
เป็นน้ำหนักประมาณเท่ากับชิ้นส่วนหนักที่สุดภายในเรือไททานิค
ซึ่งไม่มีปั้นจั่นใดๆ ในอู่ต่อเรือขณะนั้นสามารถยกได้
จนผู้สร้างเรือต้องว่าจ้างทีมงาน ชาวเยอรมัน
มาสร้างปั้นจั่นยักษ์สำหรับยกชิ้นส่วนดังกล่าว
![]() |
| การก่อสร้างพีระมิด |
พีระมิดคีเฟรน เมื่อ ฟาโรห์คีเฟรนผู้เป็นโอรสของ ฟาโรห์คีออปส์
ขึ้นปกครองอียิปต์ ได้สร้าง พีระมิดคีเฟรน ขึ้นเคียงข้าง พีระมิดคีออปส์
และสำเร็จด้วยขนาด ใกล้เคียงกันที่ความสูง 144 เมตร
(ปัจจุบันคงเหลือความสูง 136 เมตร) ฐานแต่ละด้านกว้างประมาณ 215 เมตร
และเอียงทำมุมประมาณ 53 องศา
เนื่องจากก่อสร้างบนพื้นหินที่สูงกว่าและตั้งอยู่เป็นองค์กลางของพีระมิด
ทั้ง 3 แห่งกิซ่า
ทำให้เมื่อมองด้วยตาพีระมิดคีเฟรนจะมีขนาดใหญ่พีระมิดคีออปส์ทั้งที่ในความ
เป็นจริงมีความสูงน้อยกว่าและมีขนาดฐานแคบกว่า
ลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งของพีระมิดคีเฟรนคือส่วนยอดของพีระมิดยังคงมีชั้น
หินปูนขัดมัน
ที่ชาวอียิปต์โบราณก่อสร้างปิดเป็นผิวชั้นนอกของพีระมิดหลงเหลืออยู่
หินปูนขัดมันที่เป็นผิวชั้นนอกนี้บางก้อนมีน้ำหนักถึง 7 เมตริกตัน
พีระมิดเมนคีเร ในยุคต่อมา ฟาโรห์เมนคีเร
หรือชื่อในภาษากรีกคือฟาโรห์ไมซีรีนัส (Micerinus)โอรสของ ฟาโรห์คีเฟรน
ขึ้นปกครองอียิปต์ได้สร้างพีระมิด ขึ้นเป็นหลังที่สามที่ความสูง 65.5เมตร
(ปัจจุบันคงเหลือความสูง 62 เมตร) ฐานแต่ละด้านกว้างประมาณ 105 เมตร
และเอียงทำมุมประมาณ 51 องศา
ซึ่งแม้จะมีขนาดเล็กที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า แต่ก็ยังสูงประมาณอาคาร
18ชั้น (เมื่อคิดความสูงที่ชั้นละ
3.6เมตร)สำหรับพีระมิดเมนคีเรนี้ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตว่า
หากนับตำแหน่งมุมด้านตะวันออกเฉียงใต้ ของพีระมิดเมนคีเร
เป็นตำแหน่งอ้างอิง
และหากพีระมิดเมนคีเรมีขนาดใหญ่ประมาณเท่ากับพีระมิดคีเฟรน
มุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือของพีระมิดจะต่อกับมุมด้านตะวันตกเฉียงใต้ของพีระ
มิดคีเฟรนพอดี และมีระยะห่างกันเท่ากับระยะระหว่างพีระมิดคีออปส์และคีเฟรน
นั่นคือเป็นไปได้ว่าเดิมการก่อสร้างพีระมิดเมนคีเร
อาจมีความตั้งใจสร้างให้มีขนาดเท่ากับพีระมิดแห่งกิซ่า 2องค์ก่อนหน้า
แต่ภายหลังได้ตัดสินใจก่อสร้างเป็นขนาดเล็กอย่างที่เห็นในปัจจุบัน





Casino Promotions - JTM Hub
ตอบลบA list of the latest promotions 남원 출장샵 and bonuses at the 전라북도 출장마사지 JTM casino from 2019. 수원 출장마사지 All the latest casino offers in our free 구리 출장샵 bonus 전라남도 출장샵 offers for December 2021.